2007/Dec/19

 

.

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

edit @ 19 Dec 2007 19:03:23 by มือเปื้อนดิน

2006/Dec/05



จู่ๆก็คิดถึงเพลงหนึ่งขึ้นมาหลังจากกลับมาจากบ้านเมื่อวาน
เพลงนี้ครับ "ต้นไม้ในบ้านหลังเก่า"

ตอนกลับถึงบ้านเป็นช่วงกลางคืน
ต้นน้ำกับตาวันหลับไปแล้ว
แต่ตอนเช้าแรกที่ตื่นขึ้น
หลานทั้งสองคนเป็นคนมาปลุก มานั่งข้างๆ
เจื้อยแจ้วไปเรื่อย งัวเงียยังไงก็ยิ้มครับ

ตาวันเก่งขึ้นเยอะ สำหรับเด็กสี่ขวบ
สามารถเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
ต้นน้ำก็น่าเอ็นดูยิ่งกว่าเดิม
เด็กๆโตขึ้น แม้ไม่ได้เจอกันในช่วงหนึ่ง

เด็กๆก็เป็นอย่างนี้แหละครับ
ความน่ารักทำให้เราคิดถึงและอยากเล่นด้วย

ผมรู้ว่าคนที่ดูแลเด็กเล็กๆตลอดเวลาจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน
แต่สำหรับคนที่รักและผูกพันกับหลานๆแล้ว
คงมีแต่ความรักและรอยยิ้ม

สำหรับบ้านที่เติบโต มีเรื่องเปลี่ยนแปลงไปมาก
เมื่อวันที่อาศัยอยู่ เรียน และเดินออกมาใช้ชีวิตข้างนอก
เราเท่านั้นที่รู้ว่า ใครก็ไม่สามารถดูแลและจริงใจต่อเราได้
เท่ากับคนที่คอยประคับประคองเรา คอยเบรคเรา



วันนี้หลานๆกำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเดียวกัน
มันอาจไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็เชื่อได้อย่างแน่นอนว่า
ต้นทุนทางความรัก ไม่ได้ขาดพร่องแน่นอน

และหลานทั้งสองก็ทำให้รู้ถึงคุณค่าของคนที่คอยรดน้ำให้เราได้เติบโต





ต้นไม้ในบ้านหลังเก่า,ฉัตรชัย ดุริยประณีต

2006/Aug/26

แสงแดดสีทอง

อาบผ่านสายน้ำและผืนดินอุ่น

หัวใจได้ผ่อนพัก

Photographer : Jim Wegryn,2003

2006/Jun/08

กลางเดือนสายฝน ปีที่แล้ว

ฝนตกลงชายคาบ้านตลอดช่วงกลางคืน

เย็นชื้นและกลิ่นฝนติดจมูก

ดินที่เปรอะอยู่ในมือเพียงโดนน้ำฝน

มวลดินเลื่อนไหลจากฝามือลงสู่ผืนดินแม่อีกครั้ง

เสียงสายฝนแคะลงบนชายคา

ค่ำแล้ว ยังนั่งปั้นอยู่โดดเดี่ยว

แป้นหมุนคงความเร็วได้คงที่

สองมือโอบประคองก้อนดิน

จากดินที่ชายป่า

มาเป็นถ้วยดินธรรมดาๆใบหนึ่ง

ยังเปียกเปื้อนน้ำมือที่เพิ่งปั้นเสร็จ

ดินเย็นเมื่อคลายมือออก

เสียงของสายฝนกลบน้ำริมขอบตาอย่างแนบเนียน

สายน้ำที่ไม่ย้อนคืนกลับ

ไหลบ่าท่วมเป็นสายอย่างไม่ใยดีต่อสายฝน

ไม่มีเรื่องทุกข์ใจหรือเงื่อนไขที่ทำให้ห่มไห้

เปี่ยมสุขได้ไหมที่จะไหล

อย่างไม่ใยดี

ถ้ามีคนมองเห็น

แต่อย่าให้ไหลเปียกสายฝน

Painting : "Le Quai de Bercy, 1953" by Marc Chagall

2006/May/01

"ให้สัญญาแก่ฉันสิในวันนี้
สัญญาเสียเดี๋ยวนี้
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ยังอยู่เหนือหัว
ตรงกึ่งกลางท้องฟ้า
ให้สัญญาเสียซิ
ถึงแม้ว่า เขาจะตีเธอล้มกลิ้งลง
ด้วยมหาสุเมรุแห่งความเกลียด
และ ความรุนแรง
ถึงแม้ว่า เขาจะรุกรานชีวิตเธอ
และบดขยี้เธอลงไป เหมือนตัวหนอน
และแม้ว่า เขาจะขับไล่เธอ
จะคว้านท้องควักไส้เธอออกมา
จงจำไว้เถิด พี่น้องของฉัน
จงจำไว้
มนุษย์หาใช้ศัตรูของเราไม่"

ติช นัท ฮันท์

จากเรื่อง "ทางกลับคือการเดินทางต่อ" สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง หน้า50 จาก หนังสือ ปาจารยสารฉบับที่ 17 มีค.-เมษา 5219

จากการไปเยือนวัดของท่านติช นัท ฮันท์กลางเดือนเมษาที่ผ่านมา รับรู้และรู้สึกถึงคุณค่าของการต่อสู้ด้วยสันติ ไม่มีเงื่อนไขใดๆในการเรียกหาด้วยการใช้กำลัง แต่ใช้สติแก้ไขทุกๆอย่าง แม้แต่สงคราม ท่านทำให้เราประจักษ์ เลยอยากคาราวะและยกบกกวี "คำมอบหมาย" นี้มาอ่านด้วยกัน

และยกประวัติสั้นๆของท่านมาประกอบ ณ โอกาสนี้

พระภิกษุชาวเวียดนาม ถิกเญิตแห่ง (Thich Nhat Hanh) หรือที่รู้จักในหมู่ชาวไทยว่า ติช นัท ฮันท์ เดินทางกลับเวียดนาม หลังลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศสเป็นเวลาเกือบ 40 ปี

หลวงพ่อติช นัท ฮันท์ เดินทางกลับเวียดนามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2510 พร้อมคณะผู้ติดตามราว 200 คน อันประกอบด้วยคณะภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี และฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่มาจากฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ข้อตกลงกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในการเดือนทางมาในครั้งนี้ คือการเผยแพร่การฝึกปฏิบัติธรรมให้กับคนรุ่นใหม่ในเวียดนามเป็นเวลา 3 เดือน

พระภิกษุรูปนี้ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาด้านพุทธศาสนา เป็นกวี และนักเขียน ซึ่งมีโครงการที่จะจัดตั้งศูนย์วิปัสสนาพุทธศาสนาในเวียดนาม โดยท่านประสงค์ที่จะขจัดความลังเลสงสัย และความหวาดกลัวของรัฐบาลเวียดนาม เกี่ยวกับการตั้งสถานปฏิบัติธรรมและคำสอนของท่าน

หลวงพ่อติช นัท ฮันท์ เป็นพระอาจารย์เซนชาวเวียดนาม เข้าสู่เพศบรรพชิตเมื่ออายุ 16 ปี เคยเดินทางไปศึกษาศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2503 จากนั้นเดินทางกลับเวียดนามเมื่อปี 2506 และเมื่อสงครามลุกลามจึงถูกทางการเวียดนามเนรเทศออกนอกประเทศในปี 2510

หลวงพ่อได้รับการคุ้มครองให้อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส และเริ่มสอนธรรมะ จากนั้นได้เป็นประธานของสมาคมชาวพุทธเวียดนามเพื่อสันติภาพในการปราศรัยที่กรุงปารีส ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกรุงปารีส ในปี 2516 ระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้

ต่อมาก่อตั้งหมู่บ้านพลัม ชุมชนแห่งการภาวนาและปฏิบัติธรรม ชุมชนแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างอันดีของการดำรงชีวิตอย่างมีสติ

นอกจากนี้หนังสือของท่านได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 75 เล่ม ทั้งได้รับการแปลและขายดีทั่วโลก ทั้งนี้ ยังเคยได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2510

2006/Apr/19

ในเมืองฮอยอัน มีแม่น้ำไหลผ่านหลังของเมือง ชื่อแม่น้ำทูโบน ด้านขวาของฮอยอันติดทะเลจีนใต้ ห่างจากกรุงฮานอยลงไปทางใต้ไปเกือบ 800 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางรถประมาณ 16 ชั่วโมง หากไม่มีเวลามากพอก็นั่งเครื่องก็ได้ครับ 1ชั่วโมงลงที่เว้หรือดานังก็ได้แล้วเดินทางต่อด้วยรถโอเพ่นบัส

ด้วยภูมิภาคของเมืองติดประเล และแม่น้ำ จึงทำให้ฮอยอันกลายเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองด้านการค้าขาย กลิ่นและร่องรอยของความรุ่งเรืองมีหลงเหลืออยู่ในย่านOld Town ชาวจีน ชาวฝรั่งเศส และชาวญี่ปุ่น ผ่านมาหยุดและแวะพักเพื่อทำการค้ากันที่นี่เครื่องปั้นดินเผา โคมไฟ งานไม้ งานศิลปะต่างๆ ภาพเขียน งานปักผ้า ร้านเก่าแก่บางร้านยังตั้งอยู่ บางตึกถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารแต่ยังรักษาโครงตึก สีสันและสถาปัตยกรรมเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ฮอยอันมีชีวิตชีวาสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ ต่างจากเว้(Hue) เมืองแห่งวังและวัด ฮอยอันผสมผสานศิลปะหลากเชื้อชาติ สะพานญี่ปุ่น ตึกชิโนโปตุเกส บ้านทรงจีน และวัดเซ็น

อยากเรียกเมืองฮอยอันว่า หมู่บ้านสีเหลือง โดยทั่วไปตึกรามบ้านช่องเหลืองไปหมด อบอุ่นท่ามกลางแดดยามเช้า

สะพานญี่ปุ่นเก่านี้ชื่อ "เกาไลเวียน" สร้างโดยชาวญี่ปุ่นในปีคศ.1593 ประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว สันนิษฐานกันว่าชุมชนชาวจีนจะอยู่ฝั่งตะวันตกหรือฝั่งซ้ายของสะพาน และชาวญี่ปุ่นจะอยู่ฝั่งขวาหรือด้านทิศตะวันออกของสะพาน

"เกาไลเวียน" แปลตามรากศัพท์ภาษาจีนแปลว่า "สะพานมาไกล" เป็นสะพานที่อยู่กลางเมืองฮอยอัน ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไปแล้ว ภายในใจกลางสะพานมีศาลเจ้าอยู่ ลวดลายปูนปั้นหลังคาสร้างตามแบบอย่างจีน มีรูปปั้นสุนัขจิ้งจองและลิงปกปักรักษาอยู่คนละฝั่งของสะพาน

สีแดดยามเช้าที่นี่งดงามอาบฉาบตึกสีเหลืองอ่อนแก่ กลายกลับเป็นหมู่บ้านสีเหลือง

ถ้าคุณมีความเศร้า,ความเหงา,ความรัก เมืองนี้จะทำให้อาการที่คุณมีอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่ถ้าไม่หายขาดก็ต้องกลายกลับเป็นรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันเท่าทวีคูณ ยากที่จะรักษา แต่ถ้าเป็นไปแล้วก็ปล่อยมันไป เดินชมร้านรวง และผู้คน รวมทั้งแกลลอรี่ที่มีอยู่เต็มไปหมด อาจจะมีสักภาพหนึ่งที่คุณต้องตกหลุมรักแทน